เมื่อพูดถึงสนุกเกอร์ไทย ชื่อของ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” หรือ วัฒนา ภู่โอบอ้อม คือจุดเริ่มต้นของตำนานนักสอยคิวระดับโลกของประเทศ
เขาคืออดีตมือ 3 ของโลก ผู้สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีครูซิเบิล และคว้าแชมป์เวิลด์ทัวร์ 3 สมัย พร้อมเบรกสูงสุด 147 แต้มถึง 3 ครั้ง
บทความนี้จะพาคุณย้อนรอยเส้นทางชีวิตของต๋อง ศิษย์ฉ่อย ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในร้านสนุกเกอร์เล็ก ๆ ของครอบครัว สู่การเป็นนักกีฬาอาชีพระดับโลก และมรดกอันยิ่งใหญ่ที่เขาทิ้งไว้ให้วงการคิวสปอร์ตไทยและเอเชีย
ชีวิตในวัยเด็ก จุดเริ่มต้นบนโต๊ะสนุกเกอร์
จุดเริ่มต้นของต๋อง ศิษย์ฉ่อยดูเรียบง่าย เขาเกิดเมื่อ 17 มกราคม พ.ศ. 2513 ที่กรุงเทพฯ ในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับกีฬาคิวสปอร์ต ทำให้เขาเติบโตมากับโต๊ะสนุกเกอร์และคุ้นเคยกับเกมนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย

อ้างอิง: เดลินิวส์
ครอบครัวและบรรยากาศที่หล่อหลอม
บิดาของต๋องเป็นผู้ที่หลงใหลกีฬาสนุกเกอร์และเปิดร้านสอยคิวเป็นกิจการของครอบครัว ทำให้เด็กชายวัฒนาในวัยไม่กี่ขวบได้คลุกคลีกับเสียงลูกบิลเลียดกระทบกันเป็นเรื่องปกติประจำวัน
เขาเริ่มหยิบไม้คิวขึ้นมาจับตั้งแต่อายุยังน้อย โดยมีคุณพ่อทำหน้าที่ทั้งโค้ช พี่เลี้ยง และผู้สอนเทคนิคพื้นฐาน ในวันที่เด็กคนอื่น ๆ ยังเล่นกีฬากลางแจ้งกันเป็นกิจวัตร
ต๋องในวัยประถมกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าโต๊ะผ้าสักหลาด ฝึกซ้อมการแทง การวางคิว การคำนวณมุม และการอ่านเกมไปทีละลูก
การที่ครอบครัวมีโต๊ะให้ฝึกซ้อมได้ทุกวันโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม กลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้ฝีมือของต๋องพัฒนาเร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
ในวัยสิบกว่าขวบ เขาเริ่มลงแข่งรายการเล็ก ๆ ตามสมาคมและคลับสนุกเกอร์ในกรุงเทพฯ และเริ่มเก็บเกี่ยวประสบการณ์การแข่งขันจริงตั้งแต่ยังอยู่ในวัยรุ่น
ที่มาของฉายา “ศิษย์ฉ่อย”
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ชื่อของต๋อง ติดหูคนไทยมาจนถึงทุกวันนี้คือฉายา “ศิษย์ฉ่อย” ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ฉายานี้มีที่มาจากชื่อเล่นของบิดาเขาที่คนในวงการเรียกขานว่า “เฮียฉ่อย” หรือ “ฉ่อย” บิดาผู้นี้คือบุคคลที่ปลูกฝังพื้นฐานสนุกเกอร์และสอนเทคนิคต่าง ๆ ให้กับต๋องตั้งแต่เด็ก
เมื่อเขาเริ่มออกแข่งและสร้างชื่อในแวดวงคิวสปอร์ต ผู้คนจึงเรียกเขาว่า “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ซึ่งสื่อความหมายว่า “ต๋อง ลูกศิษย์ของฉ่อย” ตามธรรมเนียมการตั้งฉายาของวงการกีฬาไทยที่ผูกชื่อนักกีฬาเข้ากับชื่อค่ายหรือชื่อครู
ฉายานี้ยังคงติดตัวเขามาตลอดอาชีพ แม้ในเวทีระดับนานาชาติเขาจะใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “James Wattana” ที่แฟนสนุกเกอร์ทั่วโลกคุ้นเคย
จากแชมป์ในประเทศสู่เวทีสมัครเล่นระดับโลก
การเดินทางของต๋อง ศิษย์ฉ่อย จากเด็กชายในร้านสนุกเกอร์ของครอบครัวไปสู่นักกีฬาระดับโลกไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน เขาค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นจากการเป็นแชมป์ในประเทศก่อนที่จะกระโดดไปสู่เวทีระดับเอเชียและระดับโลกในช่วงปลายทศวรรษ 1980
แชมป์ไทยแลนด์มาสเตอร์ 1986 และการเอาชนะตำนานสามคน
หนึ่งในผลงานที่ทำให้ชื่อของต๋อง ศิษย์ฉ่อย เป็นที่จับตามองในระดับนานาชาติเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986)
เมื่อเขาในวัยเพียง 16 ปี คว้าแชมป์รายการ Thailand Masters ซึ่งเป็นรายการเชิญที่นำเอานักสนุกเกอร์ระดับโลกหลายคนมาแข่งกัน
ความน่าทึ่งของแชมป์ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เส้นทางสู่แชมป์ที่ต๋องต้องเอาชนะอดีตแชมป์โลกถึงสามคนติดต่อกัน ได้แก่ Dennis Taylor, Steve Davis และ Terry Griffiths ซึ่งล้วนเป็นนักสนุกเกอร์ระดับตำนานในยุคนั้น
การที่เด็กไทยอายุเพียง 16 ปีสามารถจัดการกับนักสนุกเกอร์ที่เคยครองแชมป์โลกได้ในเวทีเดียวกัน กลายเป็นข่าวที่สื่ออังกฤษและสื่อเอเชียพูดถึงอย่างกว้างขวาง
แชมป์เอเชียและแชมป์โลกสมัครเล่น 1988
หลังจากเก็บประสบการณ์ในเวทีนานาชาติได้ระยะหนึ่ง ต๋องก็ยืนยันความเป็นมือหนึ่งของเอเชียด้วยแชมป์ Asian Snooker Championship ในปี 2529 และ 2531 (1986 และ 1988) ตามด้วยการคว้าแชมป์ Kent Challenge ที่ฮ่องกงในปี 1988 ซึ่งเป็นรายการเชิญที่มีเงินรางวัลก้อนใหญ่ในยุคนั้น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปีเดียวกันนี้เอง เมื่อเขาคว้าแชมป์ IBSF World Amateur Championship รายการชิงแชมป์โลกของนักสนุกเกอร์สมัครเล่น ซึ่งเป็นเสมือนใบเบิกทางขึ้นสู่เวทีอาชีพอย่างเต็มตัว
แชมป์โลกสมัครเล่นในปีนั้นเปิดทางให้เขาได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในเวิลด์สนุกเกอร์ทัวร์ในฤดูกาลถัดมา และกลายเป็นจุดที่ทำให้ชาวสนุกเกอร์ทั้งโลกเริ่มจดจำชื่อของชายหนุ่มจากประเทศไทยอย่างจริงจัง
ก้าวสู่เวทีอาชีพและจุดสูงสุดของอาชีพ
การเทิร์นโปรของต๋อง ศิษย์ฉ่อย ในปี ค.ศ. 1989 ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของวงการสนุกเกอร์ไทย ก่อนหน้านั้นไม่มีนักสนุกเกอร์ไทยคนใดเคยลงเล่นในระดับโปรเฟสชันแนลทัวร์ของโลกได้อย่างต่อเนื่อง การปรากฏตัวของต๋องในรายการระดับเรตติ้งจึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหม่ที่ไม่เคยมีคนไทยเดินผ่านไปก่อน

อ้างอิง: Matichon
เทิร์นโปรปี 1989 และการปรับตัวสู่ทัวร์อาชีพ
เมื่อเข้าสู่ระบบทัวร์โลกอย่างเต็มตัว ต๋องต้องเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศอังกฤษและประเทศอื่น ๆ ในยุโรปเป็นหลัก ซึ่งหมายถึงการต้องห่างจากบ้าน ปรับตัวกับสภาพอากาศ ตารางการแข่งที่หนักหน่วง และมาตรฐานคู่แข่งที่สูงกว่าทุกเวทีที่เขาเคยพบมา
ในยุคนั้น สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่ครองความนิยมสูงสุดในสหราชอาณาจักร นักกีฬาอาชีพต้องลงเล่นทั้งรายการเรตติ้ง รายการเชิญ และรายการพิเศษหลายสิบรายการในแต่ละปี
แม้แรงกดดันจะมหาศาล แต่ต๋องก็พิสูจน์ตัวเองได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก ๆ ด้วยการขยับอันดับโลกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ฝีมือคุมจังหวะเกม การวางตำแหน่งลูกสำหรับช็อตต่อไป และความนิ่งในช็อตสำคัญ ทำให้เขากลายเป็นนักสนุกเกอร์ที่คู่แข่งระดับท็อปไม่กล้าประมาท
ทะยานสู่มือ 3 ของโลกในฤดูกาล 1994/95
ความพยายามตลอดหลายปีให้ผลตอบแทนสูงสุดในฤดูกาล 1994/95 เมื่อต๋อง ศิษย์ฉ่อย ขึ้นสู่ตำแหน่งมือ 3 ของโลก ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดในอาชีพของเขา และยังคงเป็นอันดับโลกที่สูงที่สุดที่นักสนุกเกอร์ชายชาวไทยเคยทำได้มาจนถึงทุกวันนี้
การขึ้นถึงตำแหน่งนี้หมายความว่าเขาอยู่เคียงข้างนักสนุกเกอร์ระดับท็อปคลาสของยุคนั้น ทั้ง สตีเฟน เฮนดรี, จิมมี ไวต์, จอห์น พาร์รอตต์ และรอนนี โอซุลลิแวน ที่กำลังก้าวขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
ปี 1994/95 ยังเป็นปีที่ต๋องคว้าแชมป์เรตติ้งรายการสำคัญและทำผลงานคงเส้นคงวาในรายการระดับท็อปอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จในระดับนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขในตารางอันดับ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่านักกีฬาจากชาติที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของกีฬาชนิดนี้สามารถแข่งกับมือดีที่สุดของโลกได้อย่างทัดเทียม
แชมป์รายการเรตติ้งสามรายการ
ตลอดอาชีพในระดับอาชีพ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย คว้าแชมป์รายการเรตติ้งของทัวร์โลกได้ทั้งสิ้น 3 สมัย ได้แก่
- Strachan Open 1992 — แชมป์รายการเรตติ้งรายการแรกของเขาในเวทีโปรเฟสชันแนลทัวร์ ที่ตอกย้ำว่าตำแหน่งมือดีของโลกของเขาไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย
- Thailand Open 1994 — แชมป์รายการเรตติ้งในบ้านเกิด ซึ่งเป็นโอกาสน้อยมากในประวัติศาสตร์ที่นักสนุกเกอร์ไทยจะคว้าแชมป์รายการระดับโลกบนแผ่นดินไทยต่อหน้าแฟน ๆ ของตนเอง
- Thailand Open 1995 — ป้องกันแชมป์ในบ้านได้สำเร็จในปีถัดมา และทำให้ Thailand Open กลายเป็นรายการที่ผูกพันกับชื่อของต๋อง อย่างแยกออกจากกันไม่ได้
นอกจากแชมป์เรตติ้งสามสมัยแล้ว เขายังเข้าชิงชนะเลิศในรายการเรตติ้งอื่น ๆ อีกหลายครั้ง รวมถึงเข้าถึงรอบลึก ๆ ของรายการระดับท็อปอย่าง UK Championship และ Masters
ซึ่งเป็นสองในสามรายการของ Triple Crown แม้สุดท้ายเขาจะยังไม่เคยคว้าแชมป์รายการเหล่านี้ แต่ผลงานเหล่านี้ก็ทำให้เขาถูกจัดเป็นหนึ่งในนักสนุกเกอร์ที่ดีที่สุดในยุค 1990s ของวงการอย่างไม่ต้องสงสัย
เบรก 147 และผลงานที่กลายเป็นตำนาน
นอกเหนือจากการเป็นแชมป์ในเวทีระดับโลกแล้ว สิ่งที่ทำให้ชื่อของต๋อง ศิษย์ฉ่อย ถูกจดจำในประวัติศาสตร์สนุกเกอร์โลกคือการทำ แม็กซิมัมเบรก (147 แต้ม) ซึ่งเป็นช็อตในฝันของนักสนุกเกอร์ทุกคน เพราะหมายถึงการเก็บลูกแดงสลับลูกดำให้ครบ 15 ครั้ง แล้วตามด้วยลูกสีทั้ง 6 ลูกอย่างไร้ที่ติในเฟรมเดียว
ตลอดอาชีพ ต๋องทำแม็กซิมัมเบรกในการแข่งขันได้ถึง 3 ครั้ง ซึ่งทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักสนุกเกอร์เพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ที่ทำได้มากกว่าสองครั้ง
147 ครั้งแรกที่ World Masters 1991
แม็กซิมัมเบรกครั้งแรกในชีวิตการแข่งขันของต๋อง เกิดขึ้นในรายการ World Masters 1991 ขณะที่เขายังเป็นนักสนุกเกอร์อาชีพมือใหม่ในทัวร์
การทำ 147 ครั้งนี้เป็นบันทึกหน้าใหม่ของเขา และยังเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์ในวงการสนุกเกอร์โลกแน่ใจว่า เด็กหนุ่มชาวเอเชียคนนี้พร้อมจะแข่งกับนักสนุกเกอร์ระดับท็อปของยุคได้แล้ว
147 ที่ British Open 1992 — เคยเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์
ความน่าจดจำของแม็กซิมัมเบรกของต๋องยกระดับขึ้นไปอีกขั้นในปี 1992 เมื่อเขาทำ 147 ในรายการ British Open ในแมตช์ที่พบกับ Tony Drago นักสนุกเกอร์เร็วที่สุดในวงการ
แม็กซิมัมเบรกครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 7 นาที 9 วินาที ซึ่งถือเป็นแม็กซิมัมเบรกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สนุกเกอร์โลกในช่วงเวลานั้น และยังเป็น 147 ที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นครั้งที่สี่ของประวัติศาสตร์กีฬานี้
เบื้องหลังเบรกที่งดงามครั้งนี้ยังมีเรื่องราวที่สะเทือนใจ เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ต๋องได้รับข่าวการเสียชีวิตของบิดา ซึ่งเป็นทั้งโค้ช ที่ปรึกษา และแรงบันดาลใจสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา
การที่นักสนุกเกอร์คนหนึ่งสามารถสร้างประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาที่หัวใจกำลังเจ็บปวดที่สุดได้ ทำให้เบรก 147 ครั้งนี้ถูกพูดถึงทั้งในแง่ของฝีมือและในแง่ของจิตใจที่แข็งแกร่งของนักกีฬา
สองครั้งที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศชิงแชมป์โลกที่ครูซิเบิล
เวทีที่เป็นเสมือนวิหารศักดิ์สิทธิ์ของวงการสนุกเกอร์โลกคือ Crucible Theatre ในเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ สถานที่จัดการแข่งขัน World Snooker Championship ทุกปี ต๋อง ศิษย์ฉ่อย เคยฝ่าฝันเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศของรายการนี้ได้ถึง 2 ครั้ง
- World Championship 1993 — ต๋องสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะ นักสนุกเกอร์ชาวเอเชียคนแรกที่เข้าถึงรอบรองชนะเลิศชิงแชมป์โลกที่ครูซิเบิล โดยเอาชนะ จอห์น พาร์รอตต์ ในรอบ 8 คนสุดท้าย ก่อนแพ้ จิมมี ไวต์ ในรอบรองชนะเลิศ
- World Championship 1997 — เขากลับเข้าสู่รอบรองชนะเลิศอีกครั้ง คราวนี้แพ้ให้กับ สตีเฟน เฮนดรี ที่อยู่ในช่วงพีคของอาชีพ
การเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมป์โลกถึงสองครั้ง เป็นเครื่องยืนยันว่าฝีมือของต๋องไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ของรายการเล็ก ๆ แต่เขาสามารถยืนต่อสู้ในเวทีที่กดดันที่สุดของวงการได้อย่างสมศักดิ์ศรี
การที่นักกีฬาจากเอเชียคนหนึ่งทำได้ถึงระดับนี้ในยุคที่กีฬานี้ผูกขาดโดยนักกีฬาจากสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ จึงเป็นความสำเร็จที่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
บทบาทในซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และเวทีระดับชาติ
นอกจากความสำเร็จในเวทีอาชีพระดับโลกแล้ว ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ยังเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยในการแข่งขันระดับภูมิภาคและระดับเอเชียอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์หรือเอเชียนเกมส์ การมีชื่อของเขาในทีมหมายถึงโอกาสคว้าเหรียญที่สูงขึ้นทันที
ผลงานทีมชาติไทยในรายการระดับภูมิภาค
ต๋องเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยที่ลงแข่งในรายการระดับภูมิภาคหลายครั้ง โดยมีผลงานสำคัญทั้งในประเภทเดี่ยวและประเภททีม
การที่นักกีฬาอาชีพระดับท็อปของโลกยอมสละเวลาในเวิลด์ทัวร์เพื่อกลับมาเล่นให้ทีมชาติ สะท้อนความผูกพันที่เขามีต่อประเทศไทยและต่อวงการคิวสปอร์ตในประเทศบ้านเกิด
ในรายการเอเชียนเกมส์และซีเกมส์หลายครั้ง ต๋องและเพื่อนร่วมทีมชาติไทยช่วยกันคว้าเหรียญรางวัลทั้งระดับเงินและทอง
โดยเฉพาะในประเภททีมที่ผู้เล่นต้องผลัดกันลงสนาม ฝีมือและประสบการณ์ของเขาช่วยยกระดับทีมไทยให้แข่งกับชาติคู่แข่งที่มีนักกีฬาระดับโลก เช่น จีน ฮ่องกง และมาเลเซีย ได้อย่างสูสี
เครื่องราชอิสริยาภรณ์และการยอมรับจากรัฐ
ความสำเร็จของต๋อง ศิษย์ฉ่อย ยังได้รับการยกย่องในระดับชาติด้วย เขาได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 3 (ตริตาภรณ์มงกุฎไทย)
ซึ่งทำให้เขาเป็นนักกีฬาคนที่สองในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงนี้ในฐานะพลเรือน นับเป็นเกียรติยศที่สะท้อนถึงคุณูปการของเขาต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
มรดกของต๋องที่มีต่อวงการสนุกเกอร์ไทย
ความสำคัญของต๋อง ศิษย์ฉ่อย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานบนโต๊ะสนุกเกอร์ แต่ยังรวมถึงผลกระทบที่เขามีต่อวงการสนุกเกอร์ในประเทศไทยและในเอเชีย ซึ่งเป็นมรดกที่ยังคงส่งต่อมาถึงนักกีฬารุ่นใหม่ในปัจจุบัน

อ้างอิง: Thaiger
เปิดทางให้นักสนุกเกอร์ไทยรุ่นใหม่
หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในเวทีโลก ภาพของสนุกเกอร์ในสายตาคนไทยก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน รายการแข่งขันในประเทศเริ่มได้รับการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ มีเด็กรุ่นใหม่จำนวนมากที่หยิบไม้คิวขึ้นมาฝึกฝนเพราะอยากเป็น “ต๋อง คนต่อไป”
นักสนุกเกอร์ไทยรุ่นถัดมาอย่าง เทพไชยา อุ่นหนู, นพดล นภดล สังขำ, อรรถสิทธิ์ มหิทธิ รวมถึงนักกีฬารุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ล้วนเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่สนุกเกอร์ได้รับการยอมรับเป็นกีฬาอาชีพ ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากเส้นทางที่ต๋องบุกเบิกเอาไว้
อิทธิพลต่อวงการคิวสปอร์ตในเอเชีย
ต๋อง ศิษย์ฉ่อยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันสนุกเกอร์ในเอเชียให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เขาเป็นหนึ่งในนักกีฬาเอเชียยุคบุกเบิกที่ยืนแถวหน้าของวงการในช่วงทศวรรษ 1990 ก่อนที่นักรุ่นหลังอย่าง Marco Fu และ Ding Junhui จะก้าวขึ้นมามีชื่อเสียง
ความสำเร็จของเขาทำให้สนุกเกอร์เริ่มได้รับความสนใจในตลาดเอเชียมากขึ้น รายการแข่งขันหลายรายการถูกนำมาจัดในไทย จีน และฮ่องกง เปิดโอกาสให้นักกีฬาและแฟนกีฬามีส่วนร่วมมากขึ้น และช่วยเปลี่ยนภาพรวมของวงการสนุกเกอร์ทั้งทวีปในเวลาต่อมา
ต๋องในวันนี้ และการกลับมาในรายการ Seniors
หลังจากเส้นทางอาชีพในเวิลด์สนุกเกอร์ทัวร์ที่ยาวนาน (1989–2008 และ 2009–2020) ต๋องยังคงมีบทบาทในวงการอย่างต่อเนื่อง แม้ในวัยห้าสิบกว่าก็ยังลงแข่งขันรายการซีเนียร์ ทำหน้าที่นักวิจารณ์ และให้คำแนะนำแก่นักกีฬาไทยรุ่นใหม่ รวมถึงปรากฏตัวในสื่ออย่างสม่ำเสมอ
สิ่งนี้สะท้อนว่าตำนานของ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเลิกเล่นอาชีพเต็มตัว แต่ยังคงดำเนินต่อในบทบาทของผู้ถ่ายทอดประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
บทสรุป
เส้นทางของต๋อง ศิษย์ฉ่อย หรือ วัฒนา ภู่โอบอ้อม คือเรื่องราวของเด็กชายจากครอบครัวสนุกเกอร์ในกรุงเทพฯ ที่ก้าวขึ้นไปสู่มือ 3 ของโลก คว้าแชมป์เวิลด์ทัวร์ 3 สมัย ทำเบรก 147 ถึง 3 ครั้ง รวมถึงผลงานระดับประวัติศาสตร์ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศชิงแชมป์โลกที่ครูซิเบิลในฐานะนักกีฬาเอเชียคนแรก
เหนือกว่าสถิติทั้งหมด เขาคือผู้บุกเบิกที่เปิดทางให้นักสนุกเกอร์ไทยรุ่นหลัง และจุดประกายให้เด็กไทยกล้าฝันไกลถึงเวทีโลก รากฐานที่เขาสร้างไว้ยังส่งต่ออิทธิพลมาถึงวงการคิวสปอร์ตไทยในปัจจุบัน ทำให้ชื่อ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ยังคงเป็นตำนานที่อยู่คู่สนุกเกอร์ไทยเสมอ




